โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ | La-orutis Demonstration School
butterfly2
 
บทความ/งานวิจัย โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ | La-orutis Demonstration School

หากคิดที่จะเป็นครูิ


เล่นแบบไทยสุขใจกับธรรมชาติ


แนวคิดการพัฒนาหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ที่แท้จริง


การประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุธรรมชาติ


บทความสื่อ: ประโยชน์ของนิทาน เพลง คำคล้องจอง


รูปแบบศูนย์ความเป็นเลิศ : การศึกษาปฐมวัย (Model of Excellence Center: Early Childhood Education)


สื่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน พัฒนาเด็กได้มากกว่าที่คิด


การประเมินโดยใช้แฟ้มผลงาน ( PORTFOLIO ASSESSMENT )


เลี้ยงลูกอย่างไร "ให้คิดเป็น" ?


ละอออุทิศกับวิถีทางการพัฒนาการศึกษาปฐมวัย


การพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5


นักสำรวจน้อย : การพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ภาค 2)


คุณพ่อคุณแม่... เปิดโอกาสให้หนูได้เรียนรู้ด้วยตนเองบ้าง


กิจกรรมการเคลื่อนไหวกับความสุขใจของเด็กปฐมวัยละอออุทิศ




บทความส่งเสริมกระบวนการคิดสำหรับเด็ก โดยรองศาสตราจารย์ ดร.นภเนตร ธรรมบวร อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ
จากหนังสือ ๗๐ปีโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า วัย 8-9 ขวบ เป็นวัยของความอยากรู้อยากเห็นเด็กวัยนี้มักแอบสำรวจตรวจสอบสิ่งต่างๆ รอบตนเองอยู่เสมอๆ โดยเด็กๆ ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่นั้นเป็นกระบวนการหนึ่งในการสืบค้นหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ การสำรวจเป็นคุณสมบัติที่เด็กเกือบทุกคนมีอยู่ในตนเอง เพียงแต่บางครั้งการแสดงออกซึ่งความอยากรู้อยากเห็นอาจยังไม่เหมาะสมจึงทำให้ผู้ใหญ่มองข้ามหรือละเลยไปได้ ยิ่งกว่านั้น เราก็คงจำเป็นต้องยอมรับว่า ความสามารถในการสำรวจเก็บรวมรวม และสื่อสารข้อมูลที่มีความละเอียดเป็นระบบ และถูกต้องนั้นเป็นทักษะที่คนไทยเราขาดความชำนาญ และขาดการฝึกฝนตั้งแต่ในวัยเด็ก ทำให้เรามักมีปัญหาในการบอกทิศทางเวลาที่คนถามทางกันเสมอๆ  เรามักพบว่าไม่สามารถบอกทิศทางที่มีความเข้าใจตรงกันได้อย่างถูกต้อง หรือเมื่อยามต้องถ่ายทอด หรือเล่ารายละเอียดของสิ่งที่ไปพบประสบพบเห็นมา ก็มักมีปัญหาในการสื่อสารให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการที่เข้าใจตรงกันได้


จะเห็นได้ว่าทักษะในการสำรวจ เก็บรวบรวม และสื่อสารข้อมูลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ นอกจากนั้น การสำรวจในบางครั้งอาจส่งผลให้ผู้สำรวจเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยอันอาจนำไปสู่การตั้งคำถามในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ แต่ใครจะเชื่อบ้างว่า เพียงแค่ดอกไม้ไม่กี่ดอกในแจกันจะส่งผลให้เด็กๆ กลายเป็นนักสำรวจน้อยไปได้


เด็กๆ เริ่มต้นการเป็นนักสำรวจด้วยกันช่วยกันจัดดอกไม้ลงในแจกันด้วยความสนุกสนาน และเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ถกเถียงและเย้าแหย่กัน “พอแล้ว... ข้าวปั้นอย่าเอาดอกกุหลาบใส่อีก มันมากเกินไป เอากล้วยไม้ใส่บ้าง” กีต้าร์บอกเพื่อน “แต่เราไม่เห็นด้วยกับกีต้าร์หรอก เราว่าใส่ดอกกุหลาบหลายๆ สี สวยดี” ข้าวปั้นโต้กลับ “อย่ามัวแต่เถียงกัน เวลาจะหมดแล้ว เอาแบบนี้ดีกว่า ใส่กุหลาบเพิ่มอีกหนึ่งดอก และใส่กล้วยไม้ของกีต้าร์ด้วย” ปูเป้ผู้รักการประนีประนอมไกล่เกลี่ย เมื่อการจัดดอกไม้นานาชนิดและหลากสีสันลงในแจกันสำเร็จลงตามความตั้งใจแล้ว ตอนนี้ก็ถึงคราวที่เด็กแต่ละกลุ่มจะต้องแปลงร่างเป็นนักสำรวจน้อยกันเสียที คุณสมบัติสำคัญที่นักสำรวจน้อยแต่ละคนจำเป็นต้องมีเพื่อให้การสำรวจบรรลุวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายได้ คือ การใช้ประสาทสัมผัสของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเด็กกลุ่มหนึ่งจะต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่ตนมีในการสำรวจดอกไม้ในแจกันอย่างละเอียดละออ เก็บรวบรวมและนำข้อมูลที่ตนสำรวจได้ไปสื่อสารให้เพื่อนเข้าใจ ขณะที่ “จิตรกร” ผู้รับอาสาวาดภาพดอกไม้ที่ตนไม่มีโอกาสสัมผัสด้วยตาของตนเองก็จำเป็นต้องใช้ทักษะการฟัง การจินตนาการ และความสามารถทางศิลปะเพื่อสื่อให้ภาพที่ออกมานั้นเหมือน หรือใกล้เคียงของจริงให้มากที่สุด


ในกลุ่มนกเหยี่ยว ดนตรี และบิวรับอาสาเป็นผู้สังเกต เก็บรวบรวม และสื่อสารข้อมูล  ขณะที่ณัฐและเมฆ ผู้มีทักษะเชิงศิลปะรับอาสาเป็นผู้วาดภาพ “ดอกไม้ในแจกันมีทั้งหมด 8 ดอก มีดอกกุหลาบสีแดงขนาดใหญ่มาก และมีกลิ่นหอมเล็กน้อยอยู่ทางซ้ายมือสุดของแจกัน” ดนตรีบอกเพื่อน “ดอกกุหลาบสีแดงใหญ่ขนาดนี้รึเปล่า” ณัฐซักถามพร้อมทั้งชี้มือไปยังภาพดอกไม้ที่ตนวาด “ขนาดนี้แหละ...ดีแล้ว แต่นายต้องวาดให้อยู่ริมๆ แจกันมากกว่านี้หน่อยนะ จะได้มีที่พอสำหรับดอกไม้ดอกอื่นด้วย” ดนตรีตอบ


หลังจากใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงการวาดภาพดอกไม้แจกันของเด็กๆ ก็เสร็จสิ้นลงเด็กๆ หลายกลุ่มมีทักษะในการสำรวจผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 การใช้ความจำเป็นในการเก็บรวบรวมข้อมูลและทักษะในการสื่อสารข้อมูลดีเยี่ยม มีการนำทักษะทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เช่น การชั่ง ตวง วัด มาประยุกต์ใช้ในการเก็บรวบรวม และสื่อสารข้อมูลทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจตรงกัน จึงทำให้ภาพดอกไม้ที่ออกมามีลักษณะเหมือนจริงค่อนข้างมาก


ขณะที่เด็กบางกลุ่มประสบกับปัญหาในการสังเกต เก็บรวบรวม และสื่อสารข้อมูลทำให้ไม่สามารถสื่อสารข้อมูลให้เพื่อนเข้าใจและเห็นภาพที่ชัดเจนได้ บางกลุ่มก็ประสบปัญหาความสามารถในเชิงศิลปะ กล่าวคือ ไม่สามารถถ่ายทอดข้อมูลที่ได้ฟังออกมาเป็นภาพวาดได้


เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณครูจึงจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางคอยช่วยตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นประสิทธิภาพการใช้ประสาทสัมผัสของเด็กๆ ในการสำรวจเก็บรวบรวม และสื่อสารข้อมูลให้มากขึ้น คำถามที่คุณครูใช้ เช่น ดอกไม้แต่ละดอกมีสีเหมือนกันหรือไม่ ถ้าไม่เหมือนดอกไม้มีสีอะไรบ้าง และดอกไม้แต่ละดอกวางเรียงลำดับกันอย่างไร ดอกไม้แต่ละดอกมีขนาดเป็นอย่างไร มีดอกใหญ่กี่ดอกและดอกเล็กกี่ดอก เป็นต้น


ในวิถีชีวิตจริงของเด็กก็ไม่แตกต่างอะไรกับการวาดภาพดอกไม้ ที่ต้องอาศัยทั้งทักษะการใช้ประสาทสัมผัส การเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความสามารถเชิงศิลปะในการสื่อสาร ถ่ายทอดจินตนาการสู่ความเป็นธรรม


จะเห็นได้ว่า ทักษะในการสื่อสารข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ ถือว่ามีความสำคัญและจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนตั้งแต่ในวัยเด็ก ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงเคยเล่นเกม “บอกต่อ” และได้ข้อมูลที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ดังนั้น การเก็บรวบรวมและสื่อสารข้อมูลโดยมีการเปรียบเทียบ เช่น “พื้นที่ตรงนี้ใหญ่เป็นสองเท่าของสนามหลวง ช่วยให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนกว่าสื่อสารเพียงสั้นๆ ว่า “พื้นที่ตรงนี้ใหญ่มาก” หรือการบอกข้อมูลที่มีหน่วยทางคณิตศาสตร์ย่อมก่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ซึ่งถือเป็นการสื่อความเข้าใจจากนามธรรมมาสู่รูปธรรม


กระบวนการเป็นนักสำรวจของเด็กๆ ยังไม่จบสิ้นลงเพียงแค่นี้ เด็กๆ จำเป็นต้องช่วยกันเปรียบเทียบภาพที่กลุ่มของตนวาดกับของจริงก่อน และมีการให้คะแนนเพื่อประเมินผลงานของตนด้วย ถ้าภาพที่วาดส่วนใดมีลักษณะเหมือนกับของจริงทั้งสีสันขนาด และตำแหน่ง เด็กๆ สามารถให้คะแนนตนเองได้ 1 คะแนน แต่ถ้าภาพวาดส่วนโตแตกต่างจากของจริง เด็กๆ ต้องให้คะแนนติดลบ 1


การเปิดโอกาสให้เด็กได้ประเมินผลงานของตนเองนั้น นอกจากจะทำให้เด็กได้เห็นจุดบกพร่องและจุดเด่นของตนเองชัดเจนยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการฝึกให้เด็กได้คิดทบทวนและประเมินผลงานที่ผ่านมาของตนเองว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับใด ตนเองพอใจหรือไม่ มีจุดบกพร่องหรือจุดอ่อนใดที่ตนต้องการพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐาน ของการวิเคราะห์ และพัฒนาตนเองต่อไป


การฝึกให้เด็กใช้ประสาทสัมผัสในการรับรู้และสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว การเก็บรวบรวมข้อมูล และการนำข้อมูลที่ได้ไปสื่อสารนั้น ถือเป็นทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญมาก คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดกิจกรรมง่ายๆ ที่บ้านด้วยตนเอง เพื่อฝึกให้ลูกได้ใช้ประสาทสัมผัสได้เช่นกัน โดยอาจเริ่มต้นจากการชี้ชวนให้ลูกสังเกตธรรมชาติรอบตัว เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ และแมลงต่างๆ ในขั้นนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจกระตุ้นให้ลูกวาดภาพของสิ่งที่สังเกตเห็นควบคู่ไปด้วย และมีการพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดของสิ่งที่ลูกสังเกตและภาพที่ลูกวาดว่า ลูกสังเกตเห็นอะไรบ้าง มีสีอะไร มีขนาดเท่าไร เมื่อลูกมีความคุ้นเคยและชำนาญมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ก็อาจเล่นเกมกับลูกโดยอาจให้ลูกเป็นคนสังเกตและนำข้อมูลมาสื่อสารให้คุณพ่อหรือคุณแม่วาดภาพ หรืออาจสลับบทบาทกันก็ได้


การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไม่ใช่การศึกษาแบบแยกส่วนอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ แต่เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะ เป็นศาสตร์ของการเชื่อมโยงผสมผสานระหว่างสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและความงดงามในธรรมชาติเข้าด้วยกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเจตคติในทางบวกต่อการดำเนินชีวิตของเด็กต่อไปในอนาคต